Créer jeu
Télécharger
Obtenir Plan Académique
Partager le jeu
Intégrez-le à votre plateforme

Vous pouvez intégrer le jeu dans un LMS compatible avec LTI 1.1 ou LTI 1.3 comme Canvas, Moodle ou Blackboard. Les scores seront ainsi automatiquement enregistrés dans le carnet de notes de la plateforme.
Télécharger
Vous avez dépassé le nombre maximum de jeux que vous pouvez intégrer à Google Classroom avec votre Plan actuel.

Pour intégrer autant de jeux que vous le souhaitez dans Google Classroom, vous avez besoin d’un Plan Académique ou un Plan Commerciel.

Vous avez dépassé le nombre maximum de jeux que vous pouvez intégrer à Microsoft Teams avec votre Plan actuel.

Pour intégrer autant de jeux que vous le souhaitez dans Microsoft Teams, vous avez besoin d’un Plan Académique ou un Plan Commerciel.

Le téléchargement du jeu est une fonctionnalité exclusive pour les utilisateurs avec un Plan Académique ou un Plan Commercial.

Obtenez votre Plan Académique ou Plan Commercial dès maintenant et commencez à intégrer vos jeux dans votre LMS, votre site Web ou votre blog.

Si vous le souhaitez, vous pouvez télécharger une jeu de test ici et tester son intégration:

GenoMission

Test

(1)
Parties jouées 1 %Précision 50 Temps moyen 11:57

À propos de cette activité

เครื่องมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย
เพื่อศึกษาการรับรู้ ความเข้าใจ และการตัดสินใจ
ด้านการดูแลผู้ป่วยด้วยเวชศาสตร์จีโนม
ในบุคลากรทางการแพทย์ ข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากสภาการพยาบาล และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

Créé par

Thailand

Téléchargez la version pour jouer sur papier

Créez votre propre jeu gratuite à partir de notre créateur de jeu
Affrontez vos amis pour voir qui obtient le meilleur score dans ce jeu

Top Jeux

%
Anonyme
Anonyme
%
%
%
Vous avez dépassé le nombre maximum de jeux que vous pouvez imprimer avec votre Plan actuel.

Pour imprimer autant de jeux que vous le souhaitez, vous avez besoin d’un Plan Académique ou un Plan Commerciel.

Imprimez votre jeu
GenoMission
 

GenoMissionVersion en ligne

เครื่องมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย
เพื่อศึกษาการรับรู้ ความเข้าใจ และการตัดสินใจ
ด้านการดูแลผู้ป่วยด้วยเวชศาสตร์จีโนม
ในบุคลากรทางการแพทย์ ข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากสภาการพยาบาล และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

par Janitta
1

หญิงไทยอายุ 35 ปี มาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพประจำปี ปัจจุบันไม่มีอาการผิดปกติ และไม่มีประวัติโรคประจำตัวสำคัญ จากการซักประวัติครอบครัว พบว่า: มารดาได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งเต้านมเมื่ออายุ 42 ปี ป้า (สายมารดา) ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งรังไข่ ผู้ป่วยไม่มีประวัติการตรวจทางพันธุกรรมมาก่อน “จากข้อมูลดังกล่าว ท่านควรพิจารณาความเสี่ยงต่อโรคทางพันธุกรรมในผู้ป่วยรายนี้หรือไม่?”

2

หญิงไทยอายุ 35 ปี มาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพประจำปี ปัจจุบันไม่มีอาการผิดปกติ และไม่มีประวัติโรคประจำตัวสำคัญ จากการซักประวัติครอบครัว พบว่า: มารดาได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งเต้านมเมื่ออายุ 42 ปี ป้า (สายมารดา) ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งรังไข่ ผู้ป่วยไม่มีประวัติการตรวจทางพันธุกรรมมาก่อน “ข้อใดต่อไปนี้เป็นเหตุผลทางคลินิกที่ ควรนำมาพิจารณา ในการประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมในผู้ป่วยรายนี้ (สามารถเลือกได้มากกว่า 1 ข้อ)?”

Choose one or more answers

3

ชายไทยอายุ 28 ปี มารับบริการตรวจสุขภาพทั่วไป ปัจจุบันไม่มีอาการผิดปกติ และไม่มีโรคประจำตัวที่ได้รับการวินิจฉัย จากการซักประวัติครอบครัว พบว่า: บิดาเสียชีวิตจาก กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute myocardial infarction) เมื่ออายุ 45 ปี ปู่ (สายบิดา) มีประวัติโรคหัวใจ และเสียชีวิตในช่วงอายุใกล้เคียงกัน ผู้ป่วยไม่เคยได้รับการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจเชิงพันธุกรรม หรือการตรวจทางพันธุกรรมมาก่อน “ข้อมูลประวัติครอบครัวในกรณีนี้ควรถูกตีความอย่างไรในบริบทของการประเมินความเสี่ยงสุขภาพ?”

4

ชายไทยอายุ 28 ปี มารับบริการตรวจสุขภาพทั่วไป ปัจจุบันไม่มีอาการผิดปกติ และไม่มีโรคประจำตัวที่ได้รับการวินิจฉัย จากการซักประวัติครอบครัว พบว่า: บิดาเสียชีวิตจาก กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute myocardial infarction) เมื่ออายุ 45 ปี ปู่ (สายบิดา) มีประวัติโรคหัวใจ และเสียชีวิตในช่วงอายุใกล้เคียงกัน ผู้ป่วยไม่เคยได้รับการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจเชิงพันธุกรรม หรือการตรวจทางพันธุกรรมมาก่อน “ในบทบาทของพยาบาล การดำเนินการใด ‘เหมาะสมที่สุด’ ในระยะเริ่มต้นของการประเมินผู้ป่วยรายนี้?”

Choose one or more answers

5

ผู้ป่วยหญิงอายุ 42 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Major Depressive Disorder (MDD) ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วย ยาต้านซึมเศร้าอย่างน้อย 2 ชนิด (adequate trial) แต่พบว่าอาการซึมเศร้า ไม่ตอบสนองต่อการรักษา (treatment non-response) มีอาการไม่พึงประสงค์จากยา ได้แก่ คลื่นไส้ ใจสั่น และนอนไม่หลับ ผู้ป่วยรับประทานยาสม่ำเสมอตามแผนการรักษา ไม่มีประวัติการใช้สารเสพติด “จากข้อมูลดังกล่าว ปัจจัยใด ‘ควรถูกนำมาพิจารณาเพิ่มเติม’ ในการอธิบายผลการรักษา?”

6

ผู้ป่วยหญิงอายุ 42 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Major Depressive Disorder (MDD) ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วย ยาต้านซึมเศร้าอย่างน้อย 2 ชนิด (adequate trial) แต่พบว่าอาการซึมเศร้า ไม่ตอบสนองต่อการรักษา (treatment non-response) มีอาการไม่พึงประสงค์จากยา ได้แก่ คลื่นไส้ ใจสั่น และนอนไม่หลับ ผู้ป่วยรับประทานยาสม่ำเสมอตามแผนการรักษา ไม่มีประวัติการใช้สารเสพติด “ข้อใดต่อไปนี้สะท้อนบทบาทของพยาบาลในการจัดการกรณีนี้ได้อย่างเหมาะสม (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ)?”

Choose one or more answers

7

หญิงตั้งครรภ์อายุ 26 ปี เข้ารับการฝากครรภ์ครั้งแรก (first antenatal visit) ผลตรวจเบื้องต้นพบภาวะ โลหิตจาง (anemia) จากการตรวจ CBC จากการซักประวัติเพิ่มเติมพบว่า: 1) สามีได้รับการยืนยันว่าเป็น พาหะของโรคธาลัสซีเมีย (thalassemia carrier) 2) ผู้ป่วยไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองพาหะทางพันธุกรรมมาก่อน ยังไม่มีการประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมในครรภ์นี้ “จากข้อมูลดังกล่าว การประเมินความเสี่ยงในผู้ป่วยรายนี้ควรให้ความสำคัญกับประเด็นใด?”

8

หญิงตั้งครรภ์อายุ 26 ปี เข้ารับการฝากครรภ์ครั้งแรก (first antenatal visit) ผลตรวจเบื้องต้นพบภาวะ โลหิตจาง (anemia) จากการตรวจ CBC จากการซักประวัติเพิ่มเติมพบว่า: 1) สามีได้รับการยืนยันว่าเป็น พาหะของโรคธาลัสซีเมีย (thalassemia carrier) 2) ผู้ป่วยไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองพาหะทางพันธุกรรมมาก่อน ยังไม่มีการประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมในครรภ์นี้ “ข้อใดต่อไปนี้เป็นประเด็นทางคลินิกที่ ‘ควรนำมาพิจารณาร่วมกัน’ ในการประเมินกรณีนี้ (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ)?”

Choose one or more answers

9

ผู้ป่วยหญิงอายุ 38 ปี ได้รับการตรวจทางพันธุกรรม เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคในอนาคต ภายหลังการตรวจ ผู้ป่วยได้รับเอกสารเกี่ยวกับ: 1) การจัดเก็บข้อมูลพันธุกรรม (genetic data storage) 2) วัตถุประสงค์ของการใช้ข้อมูล 3) ระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูล โดยระบุว่าผู้ป่วยสามารถมีส่วนในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลของตนเอง ผู้ป่วยสอบถามพยาบาลเกี่ยวกับสิทธิของตนในการเข้าถึง ควบคุม หรือเพิกถอนการใช้ข้อมูลพันธุกรรม “ข้อใดสะท้อนหลักการจัดการข้อมูลพันธุกรรมในบริบททางคลินิกและกฎหมายได้เหมาะสมที่สุด?”

10

ผู้ป่วยหญิงอายุ 38 ปี ได้รับการตรวจทางพันธุกรรม เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคในอนาคต ภายหลังการตรวจ ผู้ป่วยได้รับเอกสารเกี่ยวกับ: 1) การจัดเก็บข้อมูลพันธุกรรม (genetic data storage) 2) วัตถุประสงค์ของการใช้ข้อมูล 3) ระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูล โดยระบุว่าผู้ป่วยสามารถมีส่วนในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลของตนเอง ผู้ป่วยสอบถามพยาบาลเกี่ยวกับสิทธิของตนในการเข้าถึง ควบคุม หรือเพิกถอนการใช้ข้อมูลพันธุกรรม “จากแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมและกฎหมาย ผู้ป่วยสามารถดำเนินการใดได้บ้าง (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ)?”

Choose one or more answers

Feedback

ลักษณะของผู้ป่วยรายนี้เข้าข่าย “red flags” สำหรับกลุ่มโรคมะเร็งที่มีพื้นฐานทางพันธุกรรม โดยเฉพาะ Hereditary Breast and Ovarian Cancer (HBOC) syndrome ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ของยีน เช่น BRCA1 และ BRCA2 ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา ได้แก่: การเกิดมะเร็งในญาติสายตรงก่อนอายุ 50 ปี การพบผู้ป่วยหลายรายในครอบครัวเดียวกัน การพบมะเร็งที่มีความเชื่อมโยงทางพันธุกรรม (เช่น breast และ ovarian cancer) ในบทบาทของพยาบาล การระบุ red flags เหล่านี้มีความสำคัญในการสนับสนุนการประเมินความเสี่ยง และการส่งต่อเพื่อรับคำปรึกษาทางพันธุกรรม

รูปแบบของประวัติครอบครัวในกรณีนี้ ได้แก่ การเกิดโรคหัวใจใน อายุน้อยกว่าที่คาด (premature cardiovascular disease) การพบผู้ป่วยหลายรายในครอบครัวสายเดียวกัน (familial clustering) ลักษณะดังกล่าวอาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของโรคที่มีพื้นฐานทางพันธุกรรม เช่น - Familial Hypercholesterolemia (FH) หรือภาวะเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมอื่น ๆ แม้ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการ การประเมินความเสี่ยงควรเริ่มตั้งแต่ระยะก่อนเกิดโรคเพื่อการป้องกันและเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม 📌 แนวทางปฏิบัติทางคลินิกที่แนะนำ 1) ดำเนินการ ซักประวัติครอบครัวอย่างเป็นระบบ 2) จัดทำพงศาวลีอย่างน้อย 3 ชั่วอายุคน เพื่อประเมินรูปแบบการถ่ายทอด 3) พิจารณา การคัดกรองระดับไขมันในเลือด (lipid profile) และปัจจัยเสี่ยงอื่น 4) หากเข้าเกณฑ์ อาจพิจารณา ส่งต่อเพื่อประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมเพิ่มเติม

ในกรณีนี้ ผู้ป่วยมีลักษณะสำคัญ ได้แก่: การไม่ตอบสนองต่อการรักษาต่อยาต้านซึมเศร้าหลายชนิด อาการไม่พึงประสงค์จากยา (ADRs) แม้ปฏิบัติตามข้อแนะนำได้ดี รูปแบบดังกล่าวอาจสะท้อนถึงความแตกต่างทางชีวภาพในระดับบุคคล โดยเฉพาะความแปรผันทางพันธุกรรมที่มีผลต่อการเผาผลาญยาและการตอบสนองต่อยา 🧬 ยาต้านซึมเศร้าหลายชนิดถูกเผาผลาญผ่านระบบเอนไซม์ เช่น Cytochrome P450 (CYP450) ได้แก่: 1) CYP2D6 2) CYP2C19 ความแตกต่างทางพันธุกรรมของเอนไซม์เหล่านี้อาจทำให้ผู้ป่วยเป็น: Poor metabolizer → ระดับยาในเลือดสูง → เกิด อาการไม่พึงประสงค์จากยา (ADRs) Ultra-rapid metabolizer → ระดับยาต่ำ → ไม่เกิดผลการรักษา 📌 แนวทางปฏิบัติทางคลินิก ประเมินรูปแบบของการตอบสนองต่อยาอย่างเป็นระบบ เฝ้าระวังและบันทึก อาการไม่พึงประสงค์ (ADRs) อย่างละเอียด สื่อสารกับแพทย์เพื่อพิจารณา การทดสอบทางเภสัชพันธุศาสตร์ (pharmacogenomic testing) ปรับการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย

ความเป็นไปได้ของภาวะพาหะทางพันธุกรรมและผลต่อทารกในครรภ์ คู่สมรสเป็น พาหะ (carrier) ที่ทราบแล้ว ผู้ป่วยยังไม่เคยตรวจ → สถานะมารดาที่ไม่ทราบ = ความเสี่ยงสำคัญ (key risk gap) ความรุนแรงของโรคโลหิตจาง (severity of anemia) เกี่ยวข้องทางคลินิกแต่ไม่ได้กล่าวถึง ความเสี่ยงในการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากติดตามอาการอย่างเดียวอาจมองข้ามบทบาทของการตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมเชิงป้องกัน (ignores preventive genetic screening role)

โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดแบบ การถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนเดี่ยวที่ด้อย (Autosomal Recessive Inheritance) ดังนั้น หากบิดาและมารดาเป็น พาหะทั้งคู่ ทารกมีความเสี่ยง: 25% เป็นโรค 50% เป็นพาหะ 25% ปกติ 🧬 ในกรณีนี้: 1) บิดาเป็น พาหะที่ทราบแล้ว (known carrier) 2) มารดายังไม่ทราบสถานะพาหะ จึงมีความจำเป็นต้องประเมินว่า มารดาเป็น พาหะ หรือไม่ แยกสาเหตุของ โรคโลหิตจาง (anemia) (เช่น ขาดธาตุเหล็ก vs ภาวะพาหะธาลัสซีเมีย (thalassemia trait)) 📌 แนวทางปฏิบัติทางคลินิก ตรวจเพิ่มเติม เช่น: MCV / MCH การวิเคราะห์ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin typing, Hb analysis) หากทั้งคู่เป็นพาหะ ควรส่งต่อเพื่อการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรม (genetic counseling) พิจารณาการตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ (prenatal diagnosis)

ตามประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ข้อมูลพันธุกรรม ถือเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวสูง” (sensitive personal data) ภายใต้หลักจริยธรรมทางการแพทย์และกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 🧬 ผู้ป่วยมีสิทธิสำคัญ ได้แก่: 1) สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล (Right of Access) 2) สิทธิในการควบคุมการใช้ข้อมูล (Control over data use) 3) สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม (Right to Withdraw Consent) 4) สิทธิในการขอให้ลบหรือจำกัดการใช้ข้อมูล (Right to Erasure / Restriction) (ภายใต้ข้อจำกัดบางประการ) 📌การใช้ข้อมูลพันธุกรรมต้องอาศัย ความยินยอมที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง (informed consent) การเพิกถอนความยินยอมสามารถทำได้ สำหรับการใช้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนอาจไม่สามารถลบได้ทันที เช่น ข้อมูลที่จำเป็นต่อการรักษาหรือถูกใช้ไปแล้วในงานวิจัย

Voulez-vous vraiment quitter la page ?

En quittant la page, vous perdrez la progression du jeu.